สมโภชวัดนักบุญโยเซฟ บ้านโป่ง ปี 2013
บทเพลงตามลำดับพิธีกรรม มิสซาสมโภชนักบุญโยเซฟ 16 มีนาคม 2013
(ไฟล์ชนิด MP3 (192kb stereo)
1) สรรเสริญโยเซฟ
2) Cantate Domino
3) Kyrie
4) พระสิริรุ่งโรจน์ ...แด่พระเป็นเจ้าในสรวงสวรรค์
6) ร้องสรรเสริญพระองค์
7) ขอเทิดเกียรติ
8) หนึ่งเดียวในบูชา
9) ศักดิ์สิทธิ์ ...พระเจ้าสูงสุด
10) บทพระธรรมล้ำลึกแห่งความเชื่อ
11) บทยอพระเกียรติท้ายบท-อาแมน
12) Pater Noster
13) ลูกแกะพระเจ้า
14) จำไว้ไม่ลืม
15) หลอมรวมกาย
16) โยเซฟ บิดาแสนดี

เบื้องหน้า-เบื้องหลัง

งานฉลองนี้นับว่าเป็นงานปิดท้ายช่วงของหลายๆ งานที่มีมาต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งการไปเดินสายจัดระบบเสียงในหลายงานติดต่อกัน ทำให้มีผลดีคือ สามารถเซ็ตระบบเข้าที่ได้เร็ว และโดยเฉพาะในโอกาสฉลองวัดนี้ ผมค่อนข้างพอใจกับผลการชดเชยเสียงที่ออกมา แม้ว่าระดับความดังที่ได้จะน้อยไปจากที่ต้องการบ้าง (แต่จากการสอบถามบางท่าน ก็เห็นว่ามีระดับความดังที่ ใช้ได้แล้ว) แต่ผลการชดเชยความถี่ที่ทำให้สัญญาณเสียงที่เสริมการขับร้อง มีเสียงที่ใกล้เคียงกันมาก หรือตรงกันกับเสียงต้นฉบับที่ร้องจริง ซึ่งผมถือว่านี่เป็นจุดสำคัญของการติดตั้งระบบเสียง เพราะการจัดระบบเสียงที่ดี จะต้องให้สัญญาณออกมาเที่ยงตรงต้นฉบับที่สุด (แม้ว่าในบางเพลง ผมพบว่ามีปัญหาเล็กน้อยในการบันทึก แต่ก็สามารถแก้ไขในระหว่างมิกซ์ดาวน์ได้ ทำให้ผลที่ได้ ไม่ปรากฏเป็นปัญหาในคลิปและไฟล์เสียง)

สำหรับในงานนี้ ผมใช้ไมโครโฟนแบบ shotgun สี่ตัวด้วยกันสำหรับนักขับประมาณสี่สิบชีวิตจาก Joseph Iuvenil Chorus (JIC) เป็นชื่อทางการของนักขับเยาวชนวัดนักบุญโยเซฟ และบรรดา ผู้ฝึกหัดคณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมป์ ใช้สัญญาณ stereo (สองแชนแนล) จากออร์แกน Yamaha Stagea ELS-01c และไมโครโฟนแบบ shotgun อีกหนึ่งตัวสำหรับจับเสียงจากไวโอลินสองตัว ซึ่งในตอนแรก ผมตั้งใจจะใช้ไมค์คลิปหนีบแบบไร้สาย แต่ผมหาไมค์คลิปได้เพียงตัวเดียว (ได้เคยซื้อมาไว้สองตัว แต่จำไม่ได้ว่าไปเก็บไว้ที่ไหนหนึ่งตัว) สุดท้ายเลยเปลี่ยนใจหันมาใช้ shotgun จับสัญญาณแทน ซึ่งก็ได้ผลออกมาได้ในระดับที่พอใช้ และเพื่อความเที่ยงตรงของเสียงให้มากที่สุด ผมไม่ได้ผ่านสัญญาณไปยังวงจร pitch shift ดังเช่นไมโครโฟนสำหรับนักขับ ซึ่งผมใช้ pitch shift ลง 4/100 semitone เพื่อลดอาการเสียงวนกลับ ดังเช่นที่ได้ใช้ในงานที่ผ่านๆ มาครับ


ในส่วนระบบลดการวนกลับของเสียง ผมใช้ Digital Effect ตัว DSP2024 ของ Behringer ปรับเป็น Pitch Shifter ลดระดับความถี่เสียงลง -4/100 semitone ซึ่งแม้จะเล็กน้อยมาก แต่ก็ทำให้สัญญาณ เสียงที่ออกไปจากระบบ เมื่อย้อนกลับเข้ามาทางไมโครโฟนของนักขับ ที่ผมจำเป็นต้องปรับให้มีความไวที่สูง และมีพื้นที่รับเสียงที่ลึก (จากรูป จะเห็นว่านับขับชายอยู่ห่างจากไมค์ประมาณ 3 เมตร แต่ก็ยังได้ยินเสียงที่มีคุณภาพเที่ยงตรง) หากความถี่ใดดังมากเกินจนจะเกิดอาการวนกลับ สัญญาณที่ย้อนกลับเข้ามาใหม่ จะมีความถี่ที่ต่ำกว่าความถี่เดิม ทำให้การเสริมกันของระดับความดังไม่เกิดขึ้น ซึ่งกลวิธีนี้ผมได้ใช้มาแล้วในระยะหนึ่ง จากแต่เดิมในงานแรกๆ ผมได้เคยทดลองใช้อุปกรณ์ประเภท Feedback eliminator ที่มีการทำงานในลักษณะของ dynamic notch filter ซึ่งตัดเสียงในย่าน ความถี่แคบมากๆ โดยอัตโนมัติ แต่จากสภาพห้องที่มีการก้องสะท้อนมากของตัวโบสถ์คริสต์ ทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวตัดสัญญาณความถี่ต่างๆ มากเสียจนเกิดผลที่สามารถรับฟังถึงความเปลี่ยนแปลงได้ ผมเลยต้องเก็บอุปกรณ์ Feedback eliminator ไว้ให้ฝุ่นจับอยู่ในตู้มาจนถึงทุกวันนี้ครับ...

สัญญาณจากไมโครโฟนนักขับ ที่ได้เลื่อนระดับความถี่ลงแล้ว ผมนำไปผ่านวงจร Bandpass filter โดยใช้ Graphic Equalizer ทำการตัดความถี่ที่ต่ำกว่า 100 Hz ลงไป และที่สูงกว่า 15kHz ขึ้นไป โดยต้องการความถี่ในย่านของเสียงร้องเท่านั้น และเพื่อลดปัญหาจากเสียงเบสของออร์แกนที่มีความดังมาก และเข้ามาในไมโครโฟนด้วย (สังเกตว่าจุดตั้งออร์แกนอยู่ด้านหน้าของนักขับ ทั้งนี้ด้วย ข้อจำกัดของพื้นที่และความสะดวกในการอำนวยเพลง) นอกจากนี้ผมยังใช้ EQ ตัวเดียวกันนี้ในการปรับแต่งชดเชยเสียงร้องของนักขับ พยายามให้มีเสียงออกมาที่ลำโพงได้อย่างเหมาะสมที่สุด ไปพร้อมกันด้วยครับ

นอกจากอุปกรณ์ pitch shift และ EQ ที่ได้กล่าวมาตอนต้น ในงานนี้ผมถือโอกาสใช้ DSP2024 อีกตัวหนึ่ง มาพ่วงเข้าในระบบ เพื่อทำ Delay สัญญาณเสียงนักขับ และจากไวโอลิน (ทำเป็น effect เสริมสัญญาณหลัก) ทั้งนี้เนื่องจากในขณะซ้อม ได้พบว่าเสียงของไวโอลินแห้งเกินไป เลยถือโอกาสปรับแต่งเสียงเพิ่มเติม และยังได้ใช้ช่วยเสริมเนื้อเสียงของนักขับให้ดูแน่นขึ้นอีกทางหนึ่ง ด้วยครับ (ในงานอื่นๆ ที่ผ่านมายังไม่เคยได้ใช้ ทั้งที่ได้ซื้อเพิ่มมาไว้แล้วร่วมปีครับ)

สัญญาณที่ได้จากมิกเซอร์ตัวหลัก ซึ่งผมยังคงใช้มิกเซอร์ของ Yamaha ตัวเดิม (ยังไม่มีเงินไปซื้อมิกเซอร์ตัวที่อยากได้ครับ คงต้องเก็บเงินต่อไปอีกสักพัก) ผมนำไปผ่าน EQ อีกตัวหนึ่งซึ่งตัวนี้ ผมใช้สำหรับทำการชดเชยความถี่ของสภาพตัวโบสถ์และตัดสัญญาณเสียงก้อง (resonance) ของตัวโบสถ์ สัญญาณขาออกส่งไปยังตัวกระจายสัญญาณเสียง เพื่อแยกสัญญาณออกไปยังแหล่งต่างๆ

สัญญาณแบบ stereo จุดแรกส่งออกไปยังแอมป์ขนาดเล็กที่ต่อกับมอนิเตอร์สำหรับนักขับ ซึ่งผมวางไว้ที่ฐานของไมโครโฟนของนักขับ สำหรับให้นักขับได้ยินเสียงออร์แกน และเสียงของตนเอง ในขณะขับร้อง สัญญาณ stereo อีกชุด ส่งออกไปยังระบบเสียงเสริม ผมยังคงใช้แอมป์ขนาด 600วัตต์ จำนวนสองตัว กับลำโพง 10 นิ้วจำนวนสี่ตัว เพื่อวางที่ด้านข้างของวัด สำหรับเสริมเสียง ขับร้องเพื่อให้ได้ตำแหน่งและมิติของเสียงที่เป็นธรรมชาติ โดยในขณะที่นั่งในตำแหน่งต่างๆ ของตัวโบสถ์ จะได้ยินเสียงของออร์แกน และเสียงนักขับออกมาในลักษณะที่มาจากตำแหน่งต่างๆ กัน ทั้งนี้หากเซ็ตระบบเป็นโมโน เสียงนักขับจะออกมาเป็นตำแหน่งเดียวซึ่งจะทำให้อรรถรสในการฟังลดลงไปมากครับ (ซึ่งในงานก่อนหน้าผมได้ใช้การจัดแบบโมโนเนื่องจากข้อจำกัดของสถานที่และ เวลาติดตั้ง และไม่ได้เตรียมลำโพงและแอมป์ไปเพียงพอ พบว่าผลการ reinforcement เสียงออกมาค่อนข้างทึบและไม่ค่อยดีนัก) และนอกจากนี้ ผมยังส่งสัญญาณแบบโมโน (centered รวมสอง สัญญาณซ้าย-ขวา เข้าด้วยกัน) ออกไปยังระบบเครื่องเสียงของวัดตัวหลัก ซึ่งระบบของวัดแม้เป็น stereo แต่มีการติดตั้งลำโพงแบบสลับสัญญาณข้างซ้าย-ขวา ในแต่ละแถว ทำให้หากปล่อย สัญญาณแบบ stereo ไปจะส่งผลต่อตำแหน่งการฟังที่สับสน (เพราะแถวแรกสัญญาณจะออกด้านซ้าย แถวสองจะออกด้านขวา เป็นต้น) โดยผลรวมของการเสริมสัญญาณ ทำให้สามารถได้ยินสัญญาณ ที่มีการแยกตำแหน่งพอสมควร และเสียงร้องของนักขับกระจายตัวออกเป็นตำแหน่งต่างๆ ทั่วทั้งวัด

สำหรับการบันทึกเสียง ผมยังคงใช้งาน Audio Capture ของ Roland UA-1000 ซึ่งมีอายุงานมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง โดยแม้ว่าอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ จะมี S/N ratio ที่ดีขึ้น แต่สำหรับการบันทึกในสภาพพื้นที่จริง ไม่ใช่ในสตูดิโอ ซึ่งมีเสียงดังรบกวนจากทั้งพัดลม รถไฟ (วัดนักบุญโยเซฟ บ้านโป่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟและรางรถไฟ) และอื่นๆ ผมพบว่า noise floor นั้นมี ค่าสูงอยู่พอสมควรเลยทีเดียวครับ ก็เลยยังคงใช้ตัวนี้มาตลอด โดยผมบันทึกเสียงแยกออกเป็น 5 แทร็ก ไมโครโฟนนักขับผมจับตำแหน่งเป็น stereo บันทึกเป็น 2 แทร็ก (ใจอยากจะแยกออกเป็น 4 แทร็ก แต่มิกเซอร์มีช่องใช้งานไม่พอครับ เลยต้องประยุกต์อย่างนี้ไป) ออร์แกนใช้ 2 แทร็ก และไวโอลินอีก 1 แทร็ก โดยบันทึกเสียงที่ sampling rate 96k ที่ 24 bit โดยใช้โปรแกรม Ntrack ที่ผมซื้อมานานแล้ว และผมรู้สึกว่าเหมาะกับงานบันทึกเสียงมัลติแทร็กเพราะใช้งานได้ง่ายและเสียเวลาจัดการน้อยมากในขณะบันทึกเพลงต่อเพลง อีกทั้งยังมีราคาถูก

ส่วนการมิกซ์ดาวน์ ตามปกติแล้วเสียงที่บันทึกได้ จะจับสัญญาณก้องสะท้อนภายในโบสถ์มาได้น้อยมากครับ แม้ว่าผมใช้ไมโครโฟน shotgun ที่เป็น condenser ก็ตาม โดยผมจะต้องมาเพิ่ม สัญญาณก้องสะท้อนเทียมจากตัว VST ของตัวซอฟต์แวร์ DAW เพิ่ม และในงานหลังๆ นี้ผมได้ใช้ VST ประเภท Stereo Enhancer มาเพิ่มเล็กน้อยด้วยครับ ซึ่งจะส่งผลทำให้เวลาฟังจากลำโพง จะรู้สึกราวกับว่ามิติและตำแหน่งของเสียงนั้นกว้างขึ้นกว่าเดิม โดยในที่นี้ผมนำมาช่วยเพื่อให้การฟังจากลำโพง มีลักษณะใกล้เคียงจากที่ได้ฟังจากสถานที่จริงมากขึ้น (ถ้าไม่ใช้ Stereo Enhancer จะพบว่าเสียงนั้นจะมีตำแหน่งตามตำแหน่งที่ผมเซ็ตไมโครโฟน และปรับ pan ไว้ในตำแหน่งเลียนแบบตำแหน่งจริง โดยเสียงจะออกมาเป็นจุดๆ ในตำแหน่งไมโครโฟนแต่ละตัว ค่อนข้างจะชัดเจนจนเกินไป ทั้งนี้เพราะเป็นผลจากการใช้ไมโครโฟนที่ติดตั้งใกล้นักขับมากเกินไป แต่ต้องกระทำเนื่องจากหากตั้งไกลเพื่อให้ได้ผลที่ดี จะเป็นผลเสียต่อระดับความดังที่ไมโครโฟนรับได้ มีค่าต่ำเกินไปที่จะนำมาใช้ในงาน sound reinforcement เพราะจะต้องเร่งอัตราขยายจนเกิดเสียงวนกลับได้)