สมโภชพระคริสตสมภพ ปี 2015 ณ วัดน.ยอห์น บอสโก กรุงเทพฯ
รายชื่อบทเพลงที่ใช้ในมิสซาคริสตมาสเที่ยงคืน
(ไฟล์ชนิด MP3 (192kb stereo))
1) ขอเชิญท่านผู้วางใจ
2) ข้าแต่พระเจ้า 4
3) พระสิริรุ่งโรจน์ 1
4) ดาราประกายแจ่มฟ้า
5) ทั่วโลกา (อัลเลลูยา)
6) Silent Night!
7) ศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าทรงฤทธา
8) ข้าแต่พระบิดา
9) ยอมเพราะรัก
10) O! Holy Night
11) บุตรแห่งรางหญ้า
12) ดวงดาว
13) พระทรงบังเกิด
14) กุมารน้อยจอมราชา
15) We Wish You A Merry Christmas
16) When a Child is Born

หมายเหตุจาก ธ ประมงค์

ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ผมได้ลงทุนปรับปรุงระบบบันทึกเสียงที่เคยใช้ใหม่อีกครั้งใหญ่ โดยได้มีการโละมิกเซอร์และเอ็ฟเฟ็คต์ๆ ต่างๆ ทั้งหมดออก และนำดิจิทัลมิกเซอร์ X32 Compact และ X32 Rack ของเบอร์ริงเจอร์มาใช้แทน อันที่จริงแล้ว ผมใช้เพียง X32 Compact และ S16 ที่เป็นดิจิทัลสเนค ก็เพียงพอแล้ว แต่เนื่องจากตอนนั้นคิดแล้วว่าอาจจะมีงานที่ไม่ได้ไปมิกซ์ด้วยตนเอง หรือต้องเดินทางไกล การมี X32Rack ไปใช้งานเหล่านั้นก็น่าจะสะดวกกว่ามาก เพราะน้ำหนักเบาและสะดวกต่อการขนย้ายมากกว่า และตัว X32Rack ก็สามารถนำมาใช้จำลองแทน S16 ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งก็ได้มีโอกาสนำไปใช้ก่อนถึงสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเป็นการสัมมนาของหน่วยงานที่ผมทำงานเอง โดยเดินทางไปที่ชลบุรี อีกครั้งหนึ่งเป็นโอกาสปิด 200 ปีชาตกาลของคุณพ่อบอสโก ซึ่งผมได้เข้าไปช่วยเหลือในการบันทึกเสียงร้องและผสมเสียงบางส่วน และนำเอา X32 Rack ไปช่วยจัดการแก้ไขปัญหาทางอคูสติคของสถานที่ โดยที่ผมทำการเซ็ตล่วงหน้าไว้ให้ และพ่วง X32 Rack เข้ากับอแนล็อคมิกเซอร์ที่ผู้รับผิดชอบคุ้นเคย เนื่องจากวันงานนั้นผมติดธุระไม่สามารถไปช่วยดูแลให้ได้ ซึ่งผลตอบรับก็ดูเหมือนว่าจะเป็นที่น่าพึงพอใจอยู่พอสมควรครับ

เชิญชมคลิปการแสดงโอกาสปิด 200 ปี ชาตกาลของคุณพ่อบอสโกที่นี่ครับ

ดังนั้น เมื่อมาถึงโอกาสสมโภชคริสตมาส ผมจึงยกดิจิทัลมิกเซอร์ X32 Compact มาร่วมด้วยอย่างเป็นกิจลักษณะ และอาศัยการเชื่อมต่อ X32 ทั้งสองตัวเข้าด้วยกันผ่าน AES50 ซึ่งเป็นสายเพียงเส้นเดียว จึงสะดวกมากในการจัดเก็บ X32 Compact ในช่วงที่ไม่ใช้งาน ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้มีใครทำของเหลวตกลงไปหรือมีใครมาเล่นในขณะที่ผมไม่อยู่ โดยผลจากการใช้ระบบใหม่ในคริสตมาสครั้งนี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาเก่าๆ ที่เคยค้างคามาได้จนเกือบหมด สามารถควบคุมระดับความดังและคุณภาพเสียงได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าจะในช่วงวันซ้อม ผมยังเซ็ตการเชื่อมต่อ (routing) ภายใน X32Compact ผิดพลาดไปจากที่วางแผนไว้บ้าง แต่ก็ทำได้เสร็จจนเกือบหมดในวันพิธี มีเพียงข้อบกพร่องอยู่หน่อยจากการ route สัญญาณที่ใช้บันทึก ซึ่งผมดันไปดึงมาจากตำแหน่งหลัง Gate ทำให้เสียงช่วงเบาๆ จะขาดหายเป็นระยะ และเวลาผสมเสียงในภายหลังเพื่อทำคลิปและ mp3 มีปัญหาว่าเสียงร้องที่มีความเบาบางส่วนนั้นขาดหายไปเพราะผมต้องตั้ง gate ที่แรงพอสมควรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเนื้อเสียงก้องนัวไม่ชัดเจน (จากการที่เสียงในสถานที่ตามธรรมชาติดังเข้ามาในระบบเบาๆ และผสมปล่อยออกไปด้วยกัน) ทั้งนี้ในงานนั้น การใช้ gate ตัดเสียงจนเสียงที่เบาๆ บางส่วนหายไป จะไม่มีผลต่อการฟังเท่าใดนัก เพราะเสียงนักขับเองก็มีระดับความดังอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ผู้ฟังจึงฟังได้ครบอรรถรส แต่เมื่อนำมาผสมเสียงในภายหลัง เนื้อเสียงบางช่วงที่หายไป มีผลต่อการผสมเสียงในขณะทำคลิปขึ้นยูทูปอยู่พอสมควรครับ ซึ่งงานต่อไปก็คงจะไม่มีพลาดเช่นนี้อีก



สำหรับ routing หรือการเชื่อมต่อที่ผมใช้ในพิธีครั้งนี้ อธิบายคร่าวๆ เป็นดังนี้ครับ

ในส่วนของ X32 Rack นั้น ผมนำมาใช้เพื่อแทนที่ S16 หรือดิจิทัลสเนค ทำหน้าที่เป็นอินพุตเอาต์พุตของระบบ โดยผมส่งสัญญาณช่อง in1-in18 และ Aux1-6 ไปยัง X32 Compact และเซ็ตให้เป็นอินพุตของ X32 Compact แทนที่อินพุตเดิมที่อยู่ด้านหลังเครื่อง (อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า ผมสามารถใช้อินพุตที่อยู่ด้านหลัง X32 Compact ก็ได้ครับ แต่เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บรักษาเครื่องในระหว่างที่ผมไม่อยู่ ผมจึงอาศัย X32 ซึ่งผมเอาลงแร็คไว้ และใช้เป็นจุดเชื่อมต่อทั้งหมดแทน เหลือเพียงสาย AES50 หนึ่งเส้นที่เชื่อมต่อระหว่างสองเครื่อง เมื่อผมจะจัดเก็บก็เพียงแต่ถอดสายเส้นนี้ออกก็เสร็จ)

สำหรับสัญญาณขาออกจากระบบที่ผมส่งผ่านมายัง X32 Rack นั้น มีทั้งหมด 3 คู่สเตอริโอ โดยผมนำสัญญาณเส้นหลักคู่แรก ส่งออกไปยังระบบเครื่องเสียงของวัด โดยผ่าน Paramatric EQ ก่อนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพทางอคูสติกของสถานที่ และคุณลักษณะการชดเชยความถี่ของลำโพงและระบบเสียงของวัด และแบ่งสัญญาณส่วนนี้ออกมาผ่าน Compander เพื่อทำการทอนสัญญาณช่วงเสียงเบาๆ ทิ้งไปเลย จากนั้นทำการลดระดับเสียงลง 4 cent (4/100 ครึ่งเสียง)เพื่อลดการเกิดเสียงวนกลับ ก่อนที่จะส่งต่อไปยัง Parametric EQ แล้วส่งไปยังเครื่องเสียงที่ดอนบอสโกนำมาเสริม ซึ่งใช้ลำโพงเพิ่มอีก 4 ตัวด้วยกัน เหตุที่ต้องผ่าน Compander ก่อนก็เพื่อไม่ให้มีเสียงช่วงที่เป็นการพูดอย่างเดียวในพิธีกรรมนั้น ซึ่งมักจะเป็นถ้อยคำสลับกับความเงียบ ให้ช่วงที่เงียบนั้น มีความเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยลำโพง 4 ตัวนี้จะดังขึ้นในขณะที่กำลังพูด และในขณะที่กำลังขับร้องเท่านั้น เหตุที่ต้องตั้งลำโพงเพิ่ม เนื่องจากในการขับร้อง ได้มีการจัดให้นักขับมายืนที่หน้าลำโพงด้านซ้ายมือของสถานที่ ผมจึงจำเป็นต้องปิดระบบขยายเสียงไปจำนวนหนึ่งในบริเวณดังกล่าวเพื่อลดผลกระทบของการเกิดเสียงวนกลับ ลำโพงที่เพิ่มมานี้ตัวหนึ่งจึงถูกนำมาตั้งไว้ที่หน้านักขับเพื่อใช้ส่งสัญญาณแทนลำโพงที่ปิดไป และอีกสามตัวที่เหลือก็กระจายในวัดเพื่อลดจุดบอดของเสียง ซึ่งในวันพิธีกรรม บริเวณทางเดินมีการจัดที่นั่งเต็ม และคนจำนวนมากที่ทำให้กำลังขับเดิมอาจไม่พอ

สัญญาณขาออกอีกสองคู่ที่เหลือ ผมนำมาส่งให้กับแอมป์อีกสองตัวเพื่อส่งให้ลำโพงอีก 2 คู่ คู่หนึ่งสำหรับนักขับ อีกคู่สำหรับวาทยากรครับ

สำหรับการเชื่อมต่อภายใน X32 Compact หากอธิบายทั้งหมดให้ละเอียดจริงๆคงยาวยืดมากครับ ผมจึงขออธิบายโดยมีเส้นทางคร่าวๆ ดังนี้ครับ

สำหรับไมค์โครโฟนโซโล่ และไมค์ลอยที่ใช้สัพเพเหระในพิธีกรรมนั้น ผมผ่านวงจรเกต (gate) ตัดสัญญาณที่เบาๆ ทิ้งไป โดยผมเซ็ตเป็น Compander โหมด (อัตราส่วน 4:1) โดยผมปรับจูนให้วงจรทำงานในช่วงช่องว่างระหว่างคำร้อง หรือคำพูด เพื่อตัดทอนเสียงพื้นหลังที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เนื้อเสียงโดยรวมออกมาสะอาดที่สุด ซึ่งการปรับจูนนี้ผมทำล่วงหน้าในวันซ้อม และยังต้องทำในช่วงเวลาพิธีกรรมด้วย เพราะสภาพความดังของเสียงพื้นหลัง (background noise) ของสถานที่นั้นเปลี่ยนไป จากนั้นผมส่งผ่านวงจร Parametric EQ เพื่อปรับการชดเชยเสียงทางความถี่ของไมโครโฟนแต่ละตัวให้ออกมาฟังเป็นธรรมชาติที่สุดและให้ฟังชัดเหมาะสมต่อการใช้งาน (โดยอิงคุณภาพจากการฟังในหูฟัง) จากนั้นผ่านวงจร compressor (3:1) เพื่อดึงให้เสียงร้องและเสียงพูดนั้นมีระดับความดังที่ค่อนข้างคงที่ ทั้งนี้เพราะในสภาพอคูสติคของสถานที่ และเสียงรบกวนพื้นหลังนั้น ทำให้ย่านระดับความดังเสียงที่ใช้ได้มีค่าต่ำ ( S/N อยู่ประมาณ 30:1 ถึง 40:1 จากสภาพสถานที่แห่งนี้ในวันพิธีที่มีคนร่วมเป็นหลักพัน) ผมจึงต้องดึงเสียงร้องให้ได้ยินชัดถ้อยชัดคำโดยตลอด ดังนั้นแม้นักขับจะร้องด้วยระดับความดังที่กว้างกว่านี้ ผมจำเป็นที่จะต้องบีบลงเพื่อให้เหมาะสมต่อการได้ยินของผู้ฟังในสถานที่ มิฉะนั้นก็จะได้ยินคำแต่ละคำไม่ชัดเจน หรือส่วนที่ร้องเบาก็จะเบาเกินไป ส่วนที่ร้องดังก็จะดังมากเกินไป (โดยเฉพาะอย่างเช่น เพลงที่มีการปรบมือ หากผมไม่ใช้ compressor เสียงจะดังมากจนเกิดการ clip ได้) เสียงร้องหลักนั้น ผมจะส่งออก sidechain ไปยัง effect ซึ่งผมใช้อยู่สามตัวด้วยกันอันได้แก่ Hall reverb, Room reverb, และ Plate+LR delay ซึ่งผมใช้เพียงเล็กน้อยเพื่อเติมไม่ให้เสียงแห้ง ทั้งนี้เนื่องจากสภาพสถานที่นั้นก้องมากโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ผมจึงใช้เพียงเล็กน้อยมากๆ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

สำหรับไมโครโฟนของนักขับประสานเสียง ส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมพบปัญหามากที่สุดมาโดยตลอด ทั้งเรื่องคุณภาพของเสียงที่ผ่านวงจร Pitch shifter ที่ผมเคยใช้ การตัดความถี่เสียงที่ไม่จำเป็นบางส่วนทิ้งไป ฯลฯ คราวนี้ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือในดิจิทัลมิกเซอร์มีอยู่มากมายให้ผมเล่น ในครั้งนี้ ผมจึงใช้การเชื่อมวงจร (ทางซอฟต์แวร์ภายใน X32 Compact) โดยผ่านวงจร gate ( compander 4:1) และมีระดับเริ่มตัดทอนเมื่อนักขับเริ่มเบาเสียงลง โดยคาดหวังให้วงจรนี้จะต้องปิดเสียงในขณะที่นักขับไม่ได้ขับร้อง ซึ่งในสภาพสถานที่จริง ผมพบว่าจำเป็นต้องตัดทอนล้ำไปยังเนื้อเสียงบางส่วนที่นักขับร้องด้วยระดับเสียงที่เบา ทั้งนี้ก็เพื่อลดอาการเสียงวนและนัวไม่ชัดเจน อันเป็นผลจากเสียงก้องดีเลย์ที่วนไปมาระหว่างระบบเสียงและสภาพสถานที่ จากนั้นผมส่งผ่าน Parametric EQ เพื่อตัดทอนย่านความต่ำกว่า 120 Hz และที่เกินกว่า 16kHz ทิ้งไป เพราะย่านเหล่านี้ไม่จำเป็นต่อเสียงร้อง ทั้งยังจะเกิดผลข้างเคียงเรื่องสัญญาณรบกวน เสียงสัญญาณรบกวนทางความถี่สูงจากไมโครโฟน (เสียงซ่า) และเสียงเบสของอิเล็คโทนที่จะลอดเข้ามาทางไมค์นักขับและทำให้เกิดเสียงที่อับทึบฟังไม่ชัดเพิ่มขึ้น รวมทั้งปรับแต่งแก้ไขชดเชยทางความถี่ เนื่องจากไมโครโฟนช็อตกันที่ผมใช้นั้น มีลักษณะชดเชยทางความถี่ที่ไม่ราบเรียบเหมาะสม จึงต้องแก้ไขเพื่อให้เสียงที่บันทึกได้มาเป็นธรรมชาติที่สุด จากนั้น ผมผ่าน Compressor (3:1) เพื่อดึงให้เสียงนักขับได้ยินชัดเจนมากขึ้นตลอดช่วงที่มีการขับร้อง ผมส่งเสียงที่ผ่านวงจร Compressor นี้รวมเข้าด้วยกัน (Pre-mix) แล้วส่งเข้าวงจร Pitch Shifter เพื่อเลื่อนระดับเสียงลง 4/100 ครึ่งเสียง ซึ่งไม่มากนักที่คนทั่วไปจะจับได้ แต่มีผลสำคัญที่จะลดอาการเสียงวนกลับ (เสียงหอน) ซึ่งผมเองแปลกใจอยู่เล็กน้อยที่ผลของการเลื่อนระดับเสียงลงนี้ ไม่มีผลต่อเนื้อเสียงที่เสียไปเช่นการใช้วงจร Effect ภายนอกที่ผมเคยใช้มาโดยตลอด (ทั้งๆ ที่เป็นบริษัทเดียวกันที่ผลิตอุปกรณ์นี้แท้ๆ ครับ) ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะกลไกการทำงานภายใน X32 นั้นเป็นดิจิทัลทั้งหมด พูดง่ายๆ กลไกการประมวลทั้งหมดเป็นซอฟต์แวร์ จึงไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างอแนล็อกและดิจิทัลให้วุ่นวาย และเพิ่มความเพี้ยนให้แก่สัญญาณโดยรวม

สัญญาณที่ผ่าน Pitch shifter ของเสียงนักขับประสานเสียง ผมนำย้อนกลับมาผ่าน Parametric Equalizer อีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อปรับโทนเสียงให้เพราะ และฟังชัดตามที่ผู้ฟัง(และเจ้าของสถานที่) ต้องการ (PEQ ที่ผมใช้สำหรับไมค์แต่ละตัวในขั้นตอนแรกๆ นั้นใช้เพื่อปรับแก้ชดเชยทางความถี่ของตัวไมโครโฟนแต่ละตัวเท่านั้น) สุดท้าย ผมนำมาผ่าน Expander (4:1) อีกครั้งเพื่อให้เสียงร้องจากไมโครโฟนทั้งสี่ตัว มีการเปลี่ยนแปลงช่วงเสียงเบาสม่ำเสมอกันเท่าที่จะทำได้ และใช้ตัวนี้เพื่อช่วยคุมให้เกิดการตัดสัญญาณของกลุ่มไมโครโฟนนักขับประสานเสียงอีกชั้นหนึ่ง

สำหรับอิเล็กโทนนั้น เนื่องจากทางวัดเพิ่งเปลี่ยนอิเล็กโทนมาใหม่ คุณภาพของเสียงที่ได้นั้นดีมาก ผมจึงใช้ gate เพียงเล็กน้อยมากๆ เพื่อตัดเสียงฮัมที่อาจจะเกิดออกไปให้หมดจริงๆ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นเลย เพราะสัญญาณรบกวนของอิเล็คโทนไม่มีเลย แต่ผมใส่เอาไว้เผื่อๆ เท่านั้นครับ)

สัญญาณจากทุกแหล่งนั้น ผมจับมาผสมรวมกันและส่งออกช่อง Master LR (ในงานนี้ไม่ได้ใช้ center) โดยมีการปรับ Parametric EQ สำหรับช่อง Master เพื่อให้เสียงที่จะผ่านส่วนนี้ออกไป ให้ตรงกับเสียงในหูฟังของผมเองมากที่สุด และผมยังมีการตัดความถี่ต่ำๆ ที่ไม่จำเป็น (ต่ำกว่า 40Hz) ทิ้งไป เพราะระบบเครื่องเสียงที่ใช้ทั้งหมดไม่สามารถขับที่ความถี่ต่ำกว่านี้ได้อยู่แล้ว รวมทั้งปรับแต่งเสียงเพื่อลดปัญหาเสียงก้องไม่ชัดในบางช่วงทิ้งไปอีกด้วยครับ

สัญญาณที่ผ่าน Parametric EQ นั้นผมนำมาผ่าน Graphic EQ 30 ช่องอีกครั้งหนึ่ง (เนื่องจาก PEQ มีแค่ 6 ช่อง ไม่พอในการนำมาจัดการในขั้นตอนต่อไป) เพื่อจุดประสงค์ในการตัดเสียงก้อง และเสียงหอน โดยผมทำการ ring out สัญญาณตั้งแต่วันซ้อม เพื่อดูว่าความถี่ใดเป็นปัญหา ก็จะทอนความถี่นั้นลงให้เพียงพอที่จะไม่สร้างปัญหาขึ้น (ไม่หอน) สัญญาณที่ได้นี้ ผมนำไปส่งต่อให้กับ Matrix bus ซึง X32 มีอยู่ 6 ช่อง โดยผมเซ็ตเป็น 3 ช่องสเตริโอ คู่แรกผมส่งให้กับระบบเสียงหลัก คู่ที่สองและคู่ที่สาม หลังจากผ่าน Parametric EQ เพื่อแก้ไขชดเชยความถี่ของตัวลำโพงแล้ว ผมส่งผ่านให้กับลำโพงของนักขับประสานเสียง และผู้อำนวยเพลง โดยนอกจากสัญญาณที่ส่งจาก Matrix bus เหล่านี้จะมาจากช่อง master แล้ว ผมยังสร้างช่อง mixbus ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง โดยจับกลุ่มสัญญาณประเภทต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น ไมค์โซโล่ ไมค์ลอย ไมค์นักขับประสานเสียง อิเล็คโทนและเพลงจากแหล่งอื่น (ในพิธีนี้ผมมีการใช้ไฟล์เสียงทำนองเพลงด้วย) โดยสัญญาณที่ส่งไปยัง Matrix bus แต่ละคู่นี้ สามารถปรับระดับความดังเบาของสัญญาณต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งในพิธีนี้ ผมจะปล่อยเฉพาะสัญญาณเพลงและอิเล็กโทนไปยังลำโพงนักขับ โดยไม่ปล่อยสัญญาณนักขับใดๆ ไปเลยเพื่อลดอาการเสียงวนกลับ ในขณะที่ลำโพงวาทยากรนั้น ผมส่งเสียงนักขับต่างๆ ให้ดังกว่าปกติเพื่อให้ผู้อำนวยเพลงหรือวาทยากรสามารถจับได้ว่ามีปัญหาในจุดใดบ้าง

นอกจากนี้ จะเห็นว่าผมมีการนำเอาสัญญาณเฉพาะไมโครโฟนจากมิกเซอร์หลักของสถานที่ เพื่อเข้ามาผสมสัญญาณส่งต่อให้กับระบบขยายเสียงเสริมที่ตั้งเพิ่มขึ้นมาในวันพิธี (สัญญาณนี้จะไม่ส่งกลับไปยังระบบหลักอีก)

ในส่วนสุดท้าย จะเห็นว่าผมมีการใช้ไวไฟเราเตอร์ด้วย โดยผมเชื่อม x32 ทั้่งสองตัวและพีซีเข้าด้วยกันผ่าน Ethernet port และเชื่อมแท็ปเล็ตเข้ากับระบบผ่านสัญญาณไวไฟ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการควบคุมมิกเซอร์ทั้งสองตัว โดยผมสามารถที่จะเดินไปยังตำแหน่งต่างๆ ของสถานที่เพื่อฟังและแก้ไขต่างๆ ได้ในทันทีผ่านแท็ปเล็ตโดยไม่ต้องเดินกลับไปที่มิกเซอร์ อีกทั้งเนื่องจาก x32 RACK นั้นมีหน้าจอที่ใช้ปรับได้เพียงเล็กน้อย การปรับผ่านทางแท็ปเน็ตหรือโน้ตบุคจึงสร้างความสะดวกให้อย่างมากครับ